หน้าเว็บ

วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในชีวิตของผม



ศิลปินตัวน้อย
  • หัดวาดรูปตั้งแต่ 3 4 ขวบ

        ผมเป็นเด็กที่โตมาในบ้านนอก ต่างจังหวัดคนนึง (จังหวัดบุรีรัมย์)  ตอนเด็กๆ  จำความได้ว่า  ถนนหน้าบ้านยังเป็นดิน ไม่มีน้ำประปาใช้   ต้องไปหาบน้ำจากบ่อบาดาล  นอกหมู่บ้านเป็นประจำกับแม่ด้วยรถเข็นหรือที่บ้านเรียกว่า รถไส  ชอบขี่ควายไปกินหญ้ากับตา (น้องชายยาย) ที่ทุ่งนาเป็นประจำ เติบโตมาโดยที่ไม่รู้ว่าตนเองโตขึ้นอยากเป็นอะไร  แต่พ่ออยากให้เป็นนักมวย  (เพราะพ่อเป็นนักมวยเก่า) แต่ทางแม่และย่าไม่ปลื้ม วันนึงพ่อพาผมไปเล่นที่บ้านย่า  และได้พบกับพี่สาว (ลูกพี่ลูกน้อง) ซึ่งกำลังนั่งระบายสีไม้รูปปลา (น่าจะเป็นปลาการ์ตูน) อยู่  ผมจึงขอไปนั่งดูเขาระบายสี  พอกลับมาบ้านก็หากระดาษดินสอมาหัดวาดมั่ง ตอนนั้นผมน่าจะยังเรียนอยู่โรงเรียนวัดด้วยซ้ำ (3 - 4 ขวบ)  และนี่จึงเป็นที่มาของการเป็นเด็กศิลปะของผม

พ่อสมัยเป็นนักมวย  มุมน้ำเงิน

หัดพูดภาษาที่ 3
  • ภาษาอิสาน

        เมื่อเข้าเรียนโรงเรียนประถม ก็ได้ไปแข่งวาดรูปเป็นประจำ  ได้อันดับบ้าง  ไม่ได้บ้าง ช่วงนี้ฝึกศิลปะด้วยตนเองครับ จนเรียนจบ ป. 6 แม่ก็ให้ไปเรียนที่โรงเรียนมัธยมในตัวอำเภอ  ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 5 กิโลเมตร เด็กทั้งโรงเรียนนี้กว่า 90% พูดภาษาอิสานกันหมด  แต่ผมพูดอิสานไม่ได้เลย
        หมู่บ้านของผมใช้ภาษาหลักในการสื่อสารคือภาษาเขมร (ผมอยู่บุรีรัมย์ บางหมู่บ้านพูดอิสาน  บางหมู่บ้านพูดเขมร) หมู่บ้านของผมพูดเขมรกันทั้งหมู่บ้าน ภาษาเขมรจึงเป็นภาษาแรกที่ผมรู้จักตั้งแต่แรกเกิด  ภาษาไทยเป็นภาษาที่ 2  ได้รู้ตอนเรียนอนุบาล  เพราะหลักสูตรบังคับภาษาไทยอยู่แล้ว  มันก็เลยไม่ใช่เรื่องยากที่จะต้องเรียนรู้ควบคู่กันไป  แต่ภาษาอิสานนี่สิ  พูดไม่ได้เลย  พูดไม่เป็นเลยแม้แต่นิดเดียว มา 12 ปี
        เวลาไปโรงเรียนผมก็จะนั่งเฉพาะกับกลุ่มเพื่อนที่พูดแต่ภาษาเขมร  ประมาณ 3 - 4 คน (ห้องผมมีประมาณ 40 คน) เพราะผมสื่อสารกับคนอื่นไม่ได้  เวลาเราพูดภาษาไทยไป  เพื่อนก็มักจะว่าทำไมต้องแอ๊บพูดไทย (ตูไม่ได้แอ๊บเว้ย  ตูพูดภาษาพวกมึงไม่ได้ T__T)  บางทีก็โดนเพื่อนบางคนล้อ  ว่า "ร เรือ" ชัดแจ๋วเลยน่ะ ฮ่าๆๆๆ  โดนแซวบ่อยๆ  ก็ไม่ไหว  คิดในใจ  เอาว่ะ  จะต้องพูดอิสานให้ได้  แบบว่าไม่มีใครจับผิดได้เลย  ว่าเราไม่ได้พูดอิสานมาตั้งแต่เกิด  จากนั้นเป็นต้นมา (ประมาณเดือนที่ 3 - 1 ปี) ผมก็ตั้งใจหัดพูดอิสานด้วยการฟัง พูด  แล้วก็สังเกตการออกเสียง  สำเนียง  การเล่นคำของคนอิสาน  ว่าเขาพูดกันยังไง จนสุดท้ายผมก็พูดได้  แล้วก็เนียนไปกับเขาด้วย  จนแม่ค้าในโรงเรียนไม่รู้ว่าผมเป็นคนหมู่บ้านเขมร   เคยมีครั้งนึงที่ผมโดนด่าเป็นภาษาเขมร  โดยเด็กเขมรคนนึง  แหม!  เขาคงคิดว่าผมฟังไม่ออกล่ะสิ  :)  นี่มันภาษาที่ผมได้ยินมาตั้งแต่เกิดน่ะ "เยยจะนาโมเกอะสดับเดงรืงม็อดเฮย" (พูดอะไรมาก็ฟังออกหมดแหล่ะ)


เปลี่ยนรูปแบบการวาดรูป
  •  ออกจากกะลากับการวาดรูป แบบเดิมๆ 

        เรียนไปได้สักพัก ผมก็ได้พบกับอาจารย์คนนึงที่มีพระคุณต่อผมเป็นอย่างมาก  ผมมาถูกทางแล้ว ไม่รู้ว่าบังเอิญหรืออะไร  ผมได้เจอกับอาจารย์สอนศิลปะที่เก่งที่สุดคนนึง  ที่สามารถดึงเอาประสิทธิภาพของแต่ละคนออกมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ  แต่ผมก็ยังคิดว่าตอนนั้นตัวเองยังขาดอะไรบางอย่างอยู่ที่ทำให้วาดออกมาแล้ว "มันยังไม่ใช่!"  แต่ไม่รู้ว่ามันคือะไร จนปิดเทอมภาคฤดูร้อน ม. 4 ผมได้มีโอกาสไปอยู่ที่ด่านเกวียน  (โคราช) ไปทำงานหล่อหินทรายช่วยอาจารย์อีกคน  ผมได้ทำทุกอย่าง  ได้เห็นวิถีชีวิตของคนที่ทำงานอยู่ที่นั่น ได้เป็นพ่อค้า ได้เป็นกรรมกร  ได้เป็นช่างปั้น ครบรสจริงๆ ครับ  มีวันนึงที่ผมต้องเอางานไปส่งในตัวอำเภอ  พอส่งงานเสร็จ อาจารย์เลยพาผมเข้าไปเดินดูผลงานของศิลปินคนอื่นๆ ว่าผลงานเขาเป็นยังไง  ผมได้เห็นผลงานแปลกๆ มากมายอย่างที่ตนเองไม่เคยเห็น ความรู้สึกตอนนั้น มันเหมือนตัวเองกำลังกระโดดออกจากกะลา ตอนนั้นมัน ว้าวววว  สุดยอดไปเลยว่ะ  มันคือแรงบรรดาลใจที่ทำให้ผมพลิกวิธีการวาดรูปที่ตนเองเคยวาดไว้ไปอย่างสิ้นเชิง
        มีอยู่ครั้งนึงที่ผมไปแข่งวาดรูป แล้วกรรมการถามผมว่า ไปเอาวิธีการลงสีแบบนี้มาจากไหน ตอนนั้นผมไม่ได้บอก  จริงๆ แล้วมันมาจากแรงบาลใจที่ผมได้ไปอยู่ที่ด่านเกวียนตอนปิดเทอมภาคฤดูร้อนนี่แหล่ะ  มันเป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุดครั้งนึงในชีวิตของผม ที่เป็นจุดเปลี่ยนแล้วทำให้ผมได้รับรางวัลวาดรูปตอนเรียนมัธยมมามากมาย ผมขอไม่กล่าวน่ะครับว่าได้อะไรมาบ้าง  ขอเก็บไว้แค่ในความทรงจำครับ :)
ภาพวาดประกวดสีโปสเตอร์หัวข้อ 80 ปีเทิดไท้องค์ราชัน  ตอน ม. 6
โชว์ผลงานมหัศจรรย์เด็กไทย ที่อิมแพคเมืองทองธานี ตอน ม. 6 (ปี 2550)


ชื่นชอบดนตรีเพลง Rock
  •  วง Rock อันดับ 1 ของโลก Linkin Park

        ผมเป็นเด็กคนนึงที่ไม่คอยได้ฟังเพลง  เพราะไม่มีเพลงที่ชอบหรือวงดนตรีที่ชอบแบบจริงๆ จังๆ  เลยสักวงเดียว มีฟังเพลงแบบผ่านๆ บ้าง  หรือได้ยินคนอื่นๆ ร้องแล้วติดหูมาบ้าง  แต่ถ้าให้มานั่งเปิดเพลงฟังเองเลย  อันนี้ไม่มี  จนเพื่อนๆ ผมบอกว่าผมเป็นคนที่ไม่มีดนตรีในหัวใจ  ก็มันยังไม่มีที่ชอบอ่ะ!  มันยังไม่เจอเพลงที่ใช่นี่น่า  จนวันนึงผมได้ไปเล่นบ้านเพื่อน  เห็นพี่ชายเพื่อนเปิดคอนเสริตวงดนตรีนึงขึ้นมา  เป็นวงดนตรีฝรั่ง  ฟังไปฟังมา  เพราะเว้ย  ชอบ  ทำไมมันไม่เหมือนดนตรีที่เรารู้จักมาก่อนเลย  ถึงจะฟังเนื้อเพลงไม่ออกก็เถอะ  แต่จังหวะดนตรี  มันใช่อ่ะ  ก็เลยไปถามพี่ชายเพื่อน  ว่านี่เพลงอะไร  ใครร้อง และได้คำตอบมาว่า  นี่คือ Linkin Park คอนเสริต Live in Texas ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา Linkin Park ก็เป็นวงดนตรีเพลง Rock อันดับ 1 ในใจของผมมาตลอด  ผมฟังทุกอัลบั้ม  มา 11 ปีล่ะ (ชื่นชอบตอน ม. 2, อายุ 14) ^_^ ชอบมาก ผมก็ Follow เขาด้วยน่ะ https://www.facebook.com/linkinPark  https://plus.google.com/u/0/+LinkinPark/posts


ตอนนี้ก็ชื่นชอบหลายวงครับ  แต่เป็นวงนอกหมดเลย (ชอบแนวดนตรี  ถึงจะฟังไม่ค่อยออกก็เถอะ ฮ่าๆๆๆ)
  • Linkin Park
  • Paramore
  • Avenged Sevenfold
  • Skillet

ชื่นชอบ จา พนม
  •  ฝึกทำทุกอย่างเหมือนพี่จา

        สมัยก่อนบ้านผมจะมีการฉายหนังกลางแปลงบ่อยมาก  ไม่ว่าจะงานอะไรก็ตาม  ตอนที่ผมอายุ 13 ผมได้ไปดูหนังกลางแปลงเรื่องนึงที่เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตผมอีกครั้ง หนังเรื่องนั้นคือเรื่อง "องค์บาก"  ความรู้สึกตอนนั้น เห้ย!!! จา พนม บินได้ว่ะ ฮ่าๆๆๆ  ความรู้สึกตอนนั้นมันจริงๆ น่ะ  ชอบมากกกกก  พอแผ่นออก  ผมก็ไปซื้อเก็บไว้เป็นของที่ระลึกให้ตัวเอง (แปลกมั้ย) ผมจำได้ว่าผมดูหนังเรื่องนี้จนจำบทพูดทุกฉากทุกตอนได้ รู้ว่าพี่หม่ำพูดอะไร พี่แอร์ พี่จา  พูดอะไร  พูดตามได้หมด  หนังเก่าพี่จามีกี่เรื่องไปหามาหมด จนเพื่อนล้อ  ว่าบ้าไปแล้ว  ทำไงได้  ก็คนมันชอบอ่ะ
        ใครคิดว่าผมจะบ้าดูหนังอย่างเดียวล่ะ  เด็กบ้านนอกอ่ะ  อะไรมาทำตามหมดครับ  ผมบ้าฝึกตีลังกาทุกอย่าง  ลังกาหน้า  ลังกาหลัง  หมุนตัวเตะ กระโดดไกล  กระโดดสูง  ทำได้หมดครับ  ทำได้จริงๆน่ะ ผมบ้าฝึกทุกวันจริงๆ  ถ้าไม่น้ำ  ก็คันนา  กองฟาง  ต้นไทร เสาไฟ หรือไม่ก็คอนกรีตหน้าบ้านนี่แหล่ะ (ถนนหน้าบ้านเป็นคอนกรีตล่ะ)  ทำหมดครับ  เคยทั้งหัวฟาดพื้น สลบ จุก ขาเข้าเฝือก  เดิน 3 ขา สารพัดที่แม่จะด่าครับ ฮ่าๆๆ   เพราะกลัวลูกตัวเองเจ็บ  แต่ผมเป็นพวกเจ็บไม่จำ  ถอดเฝือกได้ก็เล่นใหม่  จนเคยบอกแม่ว่าผมจะไปเรียนพละที่สารคามน่ะ  ผมชอบทางนี้  พูดกล่อมแม่อยู่ 5 6 ปี  แม่ก็ไม่ยอม  เลยเลิกล้มความตั้งใจนั้นไป   เพราะแม่อยากให้ผมเรียนศิลปะ  ตามพรสวรรค์ของผม จริงแล้วแกอยากให้ผมเป็นครู  เพราะญาติทางฝั่งพ่อเป็นครูกันหมด


ถึงจะไม่ได้ทำตามความฝัน แต่ทุกวันนี้  ผมก็ติดตามผลงานพี่จาตลอดครับ ตาม Facebook Fan Page นี้ Tony Jaa Official


เรียน รด. (นักศึกษาวิชาทหาร)
  • ถูกคัดเลือกเป็นนักเรียนผู้บังคับบัญชารุ่นที่ 1 รุ่นรักชาติ จังหวัดทหารบกบุรีรัมย์
  • มีความกล้า (+ บ้าบิ่น) 
  • มีความอดทน (ชอบลุย)  

        ในอดีต ผมเคยเป็นเด็กที่เรียบร้อย พูดน้อย ขี้อาย ไม่กล้าแสดงออก  เพราะพื้นฐานทางบ้าน  แม่จะเป็นคนขี้อาย และพูดน้อย  ซึ่งผมก็ได้รับอิทธิพลนั้นมาจากแม่  แต่เพื่อนๆ ก็มักที่จะเลือกผมไปเป็นหัวหน้าห้อง  ประธานนักเรียน หัวหน้าสี ผู้บังคับบัญชา รด. (หัวหน้ากองร้อย) หัวหน้า ... เป็นประจำ  ไม่รู้ว่าเพราะอะไร  จึงทำให้ผมเริ่มที่จะมีความกล้าขึ้นมาบ้าง  แต่ก็ยังแฝงไปด้วยความขี้อายอยู่
        สิ่งที่เปลี่ยนให้ผมกลายไปเป็นคนละคน จากคนที่เคยเป็นเด็กขี้อาย คือการเรียน รด. ที่ทำให้ผมได้รู้จักครูฝึกคนนึงที่เปลี่ยนทัศนคติของผมไปอย่างสิ้นเชิง  ครูฝึกที่ผมเรียกว่า "พ่อ"  ทั้งกองพัน เรียกแกว่า "พ่อ" (ตอนนั้นผมอายุ 17 อยู่ ม. 5 รด. ปี 2)
        พ่อสอนให้ผมมีความกล้า กล้าแสดงออก  กล้าตัดสินใจ กล้ารับผิด มีความอดทน และละทิ้งความกลัว พ่อเป็นทหารยศร้อยโท (ตอนนั้น) เป็นคนที่ดูมีสง่าราศรี เป็นครูฝึกที่มีจิตวิทยาสูงมาก  สามารถเปลี่ยนคนให้กลายไปเป็นอีกคนนึงได้  ไม่ว่าผมจะโดนทำโทษ โดนซ่อมหนักขนาดไหน  แต่ผมก็ไม่เคยโกรธแกเลยแม้แต่ซักครั้งเดียว ไม่รู้ว่าเพราะอะไร  พ่อคนนี้ถึงมีอิทธิพลกับชีวิตของเป็นผมอย่างมาก  ทั้งๆ ที่แกก็ไม่ใช่พ่อบังเกิดเกล้า  แต่ผมกลับรู้สึกดีมากๆ



เรียนวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ 
  • มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง

       เมื่อผมเข้าสู่ปริญญาตรี  ผมเลือกเรียนในสิ่งที่ตนเองถนัดเป็นอันดับ ที่ 3 (อันดับ 1 และ 2 ผมไม่มีโอกาสได้ทำ  กล่าวไปแล้ว)  แน่นอนว่ามันคือคอมพิวเตอร์  เพราะผมเลือกเรียนวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ บวกกับเรียนต่อ รด. ปี 5 (เคยบอกกับพ่อไปว่าผมจะเรียนต่อ)  การเรียนวิศวกรรมคอมพิวเตอร์นั้น  ต้องเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ...  ซึ่งมันยากมากสำหรับผม  เพราะมันเป็นวิชาที่ผมไม่ถนัดเอาซ่ะเลย ผมถนัดวาดรูป T__T เมื่อถึงการสอบกลางภาคของปีแรก (ปี 1) เพราะความไม่ถนัดแต่อยากเรียน  ผมสอบเลยครึ่งบ้าง  ไม่ถึงครึ่งบ้าง  ตอนนั้นยอมรับว่า  เครียดจนนอนแทบไม่หลับ  เพราะกลัวติด F  กลัวเรียนไม่จบ  ตามหลักสูตร 4 ปี  กลัวทำให้พ่อแม่เสียใจ  จนผมได้เจอพี่คนนึงซึ่งเป็นที่มาของการเปลี่ยนแปลงชีวิตอีกครั้ง 
        ผมสอบเคมีได้ 43 /100 แน่นอนว่าถ้าผมทำได้เท่าเดิม  ผมก็จะติด F  เพื่อนๆ ผมบางคนพากันไป drop และชวนผมไป drop ด้วย ซึ่งตอนนั้นผมก็ตัดสินใจที่จะ drop เช่นกัน  แต่มีพี่คนนึงเดินผ่าน  และได้ยินที่ผมกับเพื่อนคุยกัน  เขาจึงพูดขึ้นมาประมาณว่า

"เป็นไงล่ะน้อง  เคมี  ยากใช่มั้ยละ  พี่ลงมา 3 ไม้ล่ะ  ยังไม่ผ่านเลย  เราคิดว่ามันง่ายหรอ  ....  แล้วแกก็หัวเราะ  และเดินจากไป"  

        ทันใดนั้น อารมณ์ของผมก็เปลี่ยนไป  ผมโกรธแบบสุดๆ คิดในใจ มึงเย๊าะเย้ยกูนี่หว่า  อย่าเอากูไปเปรียบเทียบกับมึง  กูมานี่  กูจะเรียนให้จบพร้อมเพื่อนนี่แหล่ะ  (ตอนนั้นผมคิดแบบนี้จริงๆ) เพื่อนผมไป drop  ผมไม่ drop คิดแต่ว่า F ก็ F ว่ะ  กูจะเอาชนะไอ้อ้วนนี่ให้ได้ (แกน่าจะเรียนอยู่ปี 5 มั้ง)
        ความคิดของผมเปลี่ยนไป  สำหรับการเรียนทุกวิชา  ผมอ่านหนังสือหนักขึ้นหลายเท่า  วันๆ ไม่ทำอะไรเลย  นอกจากเรียน กินเข้า อ่านหนังสือ   ทำแบบนี้อยู่ครึ่งเทอม วางแผนการเรียนใหม่หมด จนมาถึงการสอบปลายภาค  ผลปรากฏว่า  ผมทำข้อสอบเคมีได้เกือบเต็ม  จึงทำให้ผมได้เกรด B ลบคำสบประมาทของพี่อ้วนคนนั้นไปได้อย่างสิ้นเชิง  วิชาอื่นๆ  ก็ดีตามไปด้วย  ผลการเรียนก็เปลี่ยนไป  นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาการเรียนผมก็ดีขึ้นๆ แบบก้าวกระโดด
        คุณคาดไม่ถึงหรอกว่าเกรดผมหลังจากวันนั้นคือเท่าไหร่ เพดานเกรดเท่าไหร่ ผมเคยซัดติดเพดานบนไป 3 รอบ ^_^  ทำไมถึงทำได้  เพราะผมเชื่อว่าผมทำได้ครับ  น่าจะเป็นข้อพิสูจน์ว่า  เราอยากได้ เกรดอะไร  มันอยู่ที่ใจครับ
        แต่ผมไม่เคยตัดสินใครที่เกรดน่ะ  เพื่อนผมเกรดไม่สูงก็มีเยอะ  ไม่ใช่ว่าเขาไม่เก่ง  บางคนโคตรเก่งเลย เขาแค่สนใจในบางอย่างมากๆ  แล้วก็ทุ่มเทกับตรงนั้น  วิชาไหนที่คิดว่าไม่ใช่  เขาก็เรียนแค่พอผ่านๆ  แล้วก็ไปทุ่มกับสิ่งที่เขาต้องใช้แค่นั้นเอง เกรดเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการเรียน มันตัดสินอนาคตไม่ได้   มันเป็นแค่ตัวที่วัดว่าคุณทำตามเกณฑ์ที่คนอื่นตั้งขึ้นมาได้รึเปล่า และได้แค่ไหน  แล้วถ้าคุณไม่อยากจะทำตามเกณฑ์นั้นหล่ะ  
   



โปรแกรมเมอร์ผมแดง
  • มีรอยสัก
  • ย้อมผมสีแดง

        เรียนไปเรื่อยๆ  จนจบ  และรับปริญญา ได้เจอสิ่งที่ใช่  และสิ่งที่ชอบ  มีเป้าหมายในชีวิตชัดเจนแล้ว  วันนึงจึงย้อนกลับไปมองดูสิ่งที่ตัวเองทำมาตั้งแต่เด็ก  จนถึงวันนี้  เราทำอะไรมาบ้าง  และมีอะไรที่เราอยากทำมากๆ  แต่เรายังไม่ได้ทำ  
        ผมมีความรู้สึกนึงในวัยเด็ก  ตอนที่ผมเรียนอยู่ ม. 2   ผมอยากทำสิ่งนึงมากๆ  แต่แน่นอนว่าตอนนั้นผมยังทำไม่ได้  เพราะยังเรียนหนังสืออยู่  สิ่งนั้นคือการสัก  การมีรอยสักเป็นของตนเอง   ผมใฝ่ฝันมาตลอด 10 ปี ว่าถ้าผมเรียนจบ  รับปริญญา มีงานทำ  ผมจะสัก  และแล้วผมก็สักจริงๆ ตามความฝันในวัยเด็ก ตอนนี้ผมสักไว้ที่แขนทั้ง 2 ข้าง บวกกับการย้อมผมสีแดง ที่อยากลองทำอะไรที่มันตรงกันข้ามกับตัวเราในอดีตดู  เพื่อบอกว่าเราจะเริ่มต้นทำอะไรที่มันท้าทายใหม่อีกครั้ง มันก็สนุกดีน่ะ ^^ 

        ปัจจุบันผมทำงานในตำแหน่ง  "โปรแกรมเมอร์" ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง  ซึ่งถือว่าโชคดีที่หัวหน้าผมไม่ได้ว่าอะไรเกี่ยวกับการมีรอยสัก + ย้อมผมสีแดง  เขาตัดสินคนที่ผลงาน  ไม่ใช่รูปลักษณ์ภายนอก  ไม่ว่าเราจะเป็นยังไง  ขอแค่ผลงานออกมาดี  ทำรายได้ให้กับบริษัท เขาก็โอเคแล้วครับ  ทุกวันนี้ผมก็ไปทำงาน  ไปพบลูกค้าตามปกติ  เวลาไปพบลูกค้าก็แต่งตัวเรียบร้อยหน่อย ลูกค้ามักจะเรียกผมว่าหัวแดงๆ  สมมติถ้าผมต้องย้ายที่ทำงานจริงๆ  ผมก็จะย้อมผมแดงไปสมัครนี่แหล่ะ ก็นี่มันตัวตนเรานี่นา  


อยากเป็น biker
  • หลงรัก super bike

        อยู่ดีๆ  มีอะไรก็ไม่รู้มาดลใจผม  ให้ผมรัก super bike (มอเตอร์ไซต์) พอคุยกันกับเพื่อนสนิทแต่ละคน  เฮ้ย  ชอบเหมือนกันเลยว่ะ  เพื่อนที่ผมรู้จัก ชอบกันแทบทุกคน  ทุกวันนี้เห็น super bike วิ่งผ่านไม่ได้  ต้องหันหน้าไปมอง  ซึ่งผมก็มีรถรุ่นที่ผมอยากได้อยู่เหมือนกันครับ  มันเป็นความฝันของผมเลย  แต่ขอเวลาเก็บตังค์ก่อนน่ะ  ไม่รู้ว่าจะใช้เวลาสักกี่ปี  กว่าจะได้ขับครับ  ไม่แน่ผมอาจะเอารุ่นที่เล็กลงมากว่านั้นก่อนก็ได้  ด้วยงบและความอยากที่มีอยู่ตอนนี้ครับ  อยากซิ่งมากครับ

สักวันผมจะขับ super bike ไปเขียนโปรแกรม :)

การใช้ชีวิต 

        ผมรู้แต่ว่าหากคนเรามีความสุข  ได้ทำในสิ่งที่ตนเองชอบ รู้สึกดีกับตนเอง  รู้สึกดีกับสิ่งรอบๆ ข้าง เราก็จะทำอะไรๆ ออกมาดี  สำหรับผม ผมจะ "ไม่"  ทำในสิ่งที่ทำให้ตนเองรู้สึกไม่ดี  อยากทำอะไรทำเถอะครับ  ชีวิตเรา  เราเลือกได้

กาแดง

2 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ18 กุมภาพันธ์ 2558 00:41

    เขียนได้ดีเลยนะ อ่านแล้วสนุก ได้รู้จักตัวตนเดียมากขึ้นเลย นายเป็นคนตั้งใจมีความฝัน พี่เชื่อว่าน้องต้องประสบความสำเร็จตามฝันแน่นอนคับ

    chain2003

    ตอบลบ